โครงการผสมเทียมช้าง

ประวัติโรงพยาบาลช้าง,ภารกิจ,โครงการสัตวแพทย์สัญจร,โรงช้างต้น และศูนย์บริบาลช้างบ้านปางหละ

โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ พุธ 14 ม.ค. 2009 11:38 am

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ
ในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปาง


ลำปาง – 18 พฤศจิกายน 2551
– ช้างไทยตั้งท้องจากการผสมเทียมน้ำเชื้อแช่แข็งเป็นตัวแรกของโลก
คณะสัตวแพทย์ประจำศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปางจัดการแถลงข่าวเปิดเผยถึง ความสำเร็จที่คณะสัตวแพทย์ไทยได้ทำการผสมเทียมช้างไทยด้วยน้ำเชื้อแช่แข็งเป็นผลสำเร็จเป็นตัวแรกของโลก
คณะสัตวแพทย์ของไทยประสพความสำเร็จในการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็งเป็นรายแรกของโลก จากความร่วมมือของคณะสัตวแพทย์ ระหว่าง โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติฯ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ หน่วยงานราชการ และองค์กรเอกชนต่างๆ ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยในการผสมเทียมช้างมากว่า 8 ปี และได้ประสพความสำเร็จในการผสมเทียมช้างด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็งเป็นรายแรกของโลก
คณะทีมงานวิจัยได้ทำการผสมเทียมเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 27–28 -29 พฤศจิกายน 2550 ให้กับแม่ช้างชื่อ พังสาว อายุ 26 ปี เป็นช้างจากปางช้างแม่สา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้น้ำเชื้อช้างแช่แข็งของ สีดอตาแดง ช้างเพศผู้ อายุ 31 ปี จากศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติฯ จังหวัดลำปาง ได้ทำการรีดน้ำเชื้อและทดลองแช่แข็งไว้ในถังไนโตรเจนเหลว ที่อุณหภูมิติดลบ 196 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 จากนั้นได้นำน้ำเชื้อมาอุ่นละลาย เพื่อทำการผสมเทียม และเมื่อคำนวณวันตกไข่ของช้างพังสาว จากการเจาะเลือด ตรวจฮอร์โมน พบว่าน่าจะตกไข่ในช่วงเวลาดังกล่าว ต่อมาภายหลังการผสมเทียม คณะทีมงานสัตวแพทย์ได้ทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจเช็คฮอร์โมนการตั้งท้อง โปรเจสเตอโรน (Progesterone) พบว่ามีค่าสูงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเดือนมีนาคม 2551 ก็ได้ทำการตรวจอุลตร้าซาวด์ เพื่อยืนยันการตั้งท้องอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพบว่า การตั้งท้องยังคงดำเนินไปตามปกติ ทำให้คาดว่า พังสาวจะตกลูกในราวเดือนกันยายน 2552
สำหรับ การผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสดนั้น ได้ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยทีมนักวิจัยจากประเทศเยอรมันและทีมนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีช้างตกลูกจำนวนหลายเชือก ในประเทศสหรัฐอเมริกา และบางประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งทีมวิจัยดังกล่าวได้พยายามที่จะทดลองทำน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง แต่ยังไม่ประสพความสำเร็จ แต่คณะนักวิจัยของประเทศไทยได้ประสพความสำเร็จในการทำน้ำเชื้อช้างแช่แข้งได้เป็นครั้งแรกของโลก
แต่เมื่อราวต้นปี 2545 คณะนักวิจัยผสมเทียมช้างของประเทศไทย ก็ได้ทำการทดลองผสมเทียมช้างด้วยน้ำเชื้อสดและประสพความสำเร็จมาแล้ว มีช้างตั้งท้องและตกลูก จากแม่ช้างชื่อ พังขอด อายุ 28 ปี เป็นช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลฯ ได้ทำการผสมเทียมเมื่อวันที่ 8–10 มิถุนายน 2548 ลูกช้างเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 เป็นลูกช้างพลาย ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ทุกประการ ขณะนี้ลูกช้างพลายดังกล่าวอาศัยอยู่ที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลฯ มีอายุได้ 1 ปี 8 เดือนแล้ว ซึ่งทำให้คณะนักวิจัยไทยถือเป็นคณะแรกของเอเชียที่ประสพความสำเร็จในการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสด
หลังจากนั้น คณะนักวิจัยการผสมเทียมช้างทั่วโลกได้มีความพยายามที่จะทำการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง แต่ยังไม่มีทีมใดประสพความสำเร็จเลย แต่ขณะนี้ คณะนักวิจัยของประเทศไทยได้ประสพความสำเร็จเป็นรายแรกของโลกแล้ว

หมายเหตุ ในเอเชียเคยมีช้างที่ผสมเทียมที่สามารถให้กำเนิดลูกเป็นครั้งแรกที่สวนสัตว์ กรุงเทลาวีฟ ประเทศอิสราเอล แต่เป็นคณะทีมงานสัตวแพทย์จากประเทศเยอรมันจากสถาบัน IZW (Institute of Berlin’s Zoo Biology and Wildlife Research) ที่เข้าไปทำการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสด ทั่วไปแล้วคณะทีมงานต่างประเทศจะคิดค่าจ้างในการผสมเทียมราวประมาณ 50,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1,700,000 บาท) ต่อครั้ง




สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นายสัตวแพทย์สิทธิเดช มหาสาวังกุล
หัวหน้าฝ่ายโรงพยาบาลช้าง
ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ โทร 081 – 8845834
นายสัตวแพทย์ ดร.สิทธทวีร์ ทองทิพย์ศิริเดช
คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร 081 – 2555936
นายสัตวแพทย์ ฉัตรโฉติ ทิตาราม
คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทร 085 – 3534432
นายส้ตวแพทย์ รณชิต รุงศรี
นายสัตวแพทย์ ประจำปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โทร 081 - 9932305
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ อังคาร 24 ก.พ. 2009 9:47 am

ลูกช้างไทยเชือกแรกที่เกิดจากการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสดโดยสัตวแพทย์ไทย



1. ประวัติการผสม
ช้างเพศเมีย “พังขอด” ปัจจุบันอายุ 25 ปีได้รับการผสมเทียม เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 โดยการใช้น้ำเชื้อสด จากช้างพ่อพันธุ์ชื่อ “พลายซาปาตี” ปัจจุบันอายุ 15 ปี

2. ประวัติการตั้งท้องและการคลอด

ภายหลังการผสม 3 เดือนได้ตรวจการตั้งท้องของพังขอดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonography) ในเดือนที่ 3 หลังการผสม ร่วมกับการวัดระดับฮอร์โมนการตั้งท้อง( Progesterone ) เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อวางแผนการดูแลและทำนายช่วงเวลาคลอด โดยทำนายว่า พังขอด จะคลอดลูกประมาณเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2550 ซึ่งในระยะท้ายของการตั้งท้อง ทางศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.อ.ป. ได้เตรียมช้างแม่รับชื่อ “พังทานตะวัน” คอยช่วยเหลือและดูแลพังขอดในระหว่างการคลอด
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2550 เวลา 21.30 น. พังขอดได้ตกลูกออกมา รวมเวลาการตั้งท้องทั้งหมด 666 วัน
3. รายระเอียดของลูกช้างแรกคลอด
ลูกช้างเพศผู้
น้ำหนักตัว 100 กิโลกรัม (โดยประมาณ)
ความยาวลำตัว 120 เซนติเมตร
ความสูงถึงไหล่ 90 เซนติเมตร
ความยาวงวง 45 เซนติเมตร
รอบอก 128 เซนติเมตร
เส้นรอบวงเท้าหน้า ขวา 40 เซนติเมตร
เส้นรอบวงเท้าหน้าซ้าย 47 เซนติเมตร

ปัจจุบันช้างพังขอดไม่ได้เลี้ยงลูกเองเนื่องจากว่าเลี้ยงลูกไม่เป็นและได้ทำร้ายลูกหลายครั้ง ดังนั้น ช้างพังพุ่มพวงจึงมาเป็นแม่ใหม่แทนเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2550 เป็นต้นมา









หน่วยงานที่ร่วมในโครงการวิจัยผสมเทียมช้าง
1. ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2. คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
3. คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4. ปางช้างแม่สา จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ที่ให้การสนับสนุนการวิจัย
1. มูลนิธิกองทุนรักษ์ช้างภาคเหนือ
2. มูลนิธิอมตะ
3. บริษัทเคเพอร์ฟอแมนซ์จำกัด
4. ภาคีช้างไทย
5. ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
6. บริษัท เอพีเทค จำกัด
7. สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ กรมปศุสัตว์ จังหวัดสุรินทร์
8. คุณ อัญชลี กัลมาพิจิตร ปางช้างแม่ตะมาน จังหวัดเชียงใหม่
9. น.สพ. ม.ล. พิพัฒนฉัตร ดิศกุล สำนักพระราชวัง
10. ดร.จำเนียร สายขุน สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล
11. สวนสัตว์เชียงใหม่
12. สถาบันสมิธโซเนี่ยน
13. บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก็ซ จำกัด


ลูกช้างไทยเชือกแรกที่เกิดจากการผสมเทียม



ปัจจุบันประชากรช้างเลี้ยงในประเทศไทย กำลังลดลงเป็นจำนวนมาก ในอดีตสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศไทย มีช้างเลี้ยงกว่า หนึ่งแสนเชือก ในปี พ.ศ. 2427 มีรายงานว่ามีช้างบ้านประมาณ 20,000 เชือกในภาคเหนือ ในปี พ.ศ. 2508 มีประชากรช้างเลี้ยง 11,192 เชือก ในปี พ.ศ. 2528 จำนวนช้างเลี้ยงลดลงเหลือ 3,381 เชือก ในช่วง 20 ปีดังกล่าว จำนวนประชากรช้างลดลง 3.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ปัจจุบัน เรามีประชากรช้างเลี้ยงไม่เกิน 2,500 เชือก ช้างป่าอีกประมาณ 2,000 เชือก
สถานการณ์ของช้างเริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เมื่อรัฐบาลได้ประกาศปิดป่าสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศ ในปี พ.ศ.2532 เป็นผลให้ช้างเลี้ยงกว่าค่อนประเทศตกงาน และเริ่มเข้าสู่การทำไม้เถื่อน ถึงแม้ในปัจจุบัน การเลี้ยงช้างจะเข้าไปสู่ภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ปัญหาที่พบก็คล้ายกันคือ ช้างไม่มีโอกาศได้ผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ หลังจากทำงานเสร็จในแต่ละวัน ช้างตัวผู้และตัวเมีย ก็จะถูกมัดแยกไว้กันคนละที่ พอรุ่งเช้าควาญช้างก็จะนำช้างของตนไปทำงานใหม่
การผสมเทียมจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่จะช่วยจัดการให้ช้างเลี้ยงที่ทำงานได้มีโอกาสเกิดลูกได้ อันเนื่องมาจากสาเหตุไม่ได้ผสมพันธ์ตามธรรมชาติ จากการที่ถูกมัดแยกคนละที่ และอีกประการหนึ่งก็คือในกรณีที่ช้างพ่อพันธุ์ มีคุณภาพน้ำเชื้อที่ดีมาก แต่ไม่สามารถขึ้นผสมจริงได้จากความพิการ หรือ ตัวเมียไม่ยอมให้ขึ้นผสม การผสมเทียมยังเป็นการช่วยคัดสายพันธุ์ที่มีคุณภาพเพื่อปรับปรุงพันธุ์อีกด้วย เนื่องจากปัญหาที่พบในปัจจุบันคือการผสมเลือดชิด เช่นพี่น้อง ลูกหลาน ผสมพันธุ์กันเอง ทำให้ลูกที่ออกมาไม่แข็งแรง ขาดความต้านทานโรคเป็นต้น
การทำการผสมเทียมได้ประสพผลสำเร็จในสัตว์ปศุสัตว์และสัตว์ป่ารวมถึงสัตว์เลี้ยงมาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนการผสมเทียมในช้างนั้นทีมงานแรกของโลกที่ประสพความสำเร็จในเรื่องนี้ ก็คือ ทีมของสถาบัน IZW ( Institute of Berlin’ s Zoo biology and wildlife Reserch) จากประเทศเยอรมัน โดยการเก็บน้ำเชื้อช้างเพศผู้สด แล้วนำไปฉีดเข้าอวัยวะสืบพันธุ์ ของช้างเพศเมียที่กำลังเป็นสัดและมีการตกไข่ใน และน้ำเชื้อต้องผสมทันทีภายใน 24 ช.ม. หลังจากที่ทีมงานดังกล่าวประสพผลสำเร็จ ก็มีการเผยแพร่เทคโนโลยีการผสมเทียมไปยังยุโรป และอเมริกา ซึ่งปัญหาของสวนสัตว์ในยุโรปและอเมริกา คือ เขาไม่นิยมเลี้ยงช้างตัวผู้ เพราะปัญหาการตกมันและทำร้ายควาญ ที่ผ่านมาทำให้ต้องมีการเก็บน้ำเชื้อ ช้างเพศผู้ จากสวนสัตว์ โคเชสเตอร์ ที่ประเทศ อังกฤษ และต้องบินไปผสมถึงอเมริกาให้ทัน 24 ช.ม. หากเกิดการผิดพลาดขึ้น ก็ต้องรอให้ช้างตัวเมียเป็นสัดในรอบต่อไป ซึ่งก็จะกินเวลา 16 – 18 สัปดาห์ หรือประมาณ 4 เดือน และก็ไม่ใช่ว่าการรีดน้ำเชื้อจะได้น้ำเชื้อที่คุณภาพดีทุกครั้ง สำหรับประเทศในเอเชีย ยังไม่เคยมีทีมงานใดประสพผลสำเร็จในเรื่องการผสมเทียมดังกล่าว
ทีมงานสัตวแพทย์ของทางโรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ อ.อ.ป. ได้ร่วมกับ ทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ได้วางแผนในการทำโครงการผสมเทียมขึ้น ในปี พ.ศ. 2543 นับเป็นก้าวแรกของงานผสมเทียมในประเทศไทย และในเอเชีย โดยให้ทาง คณะสัตวแพทยสาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับช้างเพศผู้เป็นหลัก การรีดน้ำเชื้อและการเก็บน้ำเชื้อเพื่อให้มีชีวิตยืนยาวที่สุด และทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม. เชียงใหม่ ศึกษาทางด้านเพศเมียเป็นหลัก โดยศึกษาวงรอบการเป็นสัดในช้างเพศเมีย และคำนวณวันตกไข่ให้แม่นยำ หลังจากนั้นก็จะนำความรู้ทั้งสองมารวมกันเพื่อการผสมเทียม
ทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ได้เริ่มเข้าทำการเก็บน้ำเชื้อและตรวจคุณภาพน้ำเชื้อช้างภายใน ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 ใช้เวลากว่า 3 ปี จนกระทั่งประสพความสำเร็จในการแช่แข็งน้ำเชื้อได้ เป็นครั้งแรกของโลก ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งน้ำเชื้อที่เก็บได้เมื่อนำไปผ่านการแช่แข็ง ในถังลิควิดไนโตรเจน อุณหภูมิ –196 องศาเซลเซียส จะสามารถเก็บได้นานกว่า 20 ปี และเมื่อต้องการนำมาใช้ก็ทำได้โดยการอุ่น ละลายน้ำเชื้อที่ อุณหภูมิห้อง น้ำเชื้อก็จะกลับมามีชีวิตอยู่เหมือนเดิม
หลังจากนั้นแผนการผสมเทียมจึงเกิดขึ้น โดยทีมงานตั้งใจว่าจะผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสดก่อน และหากสำเร็จก็จะผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็งต่อไปซึ่งยังไม่มีทีมใดในโลกประสพความสำเร็จ สาเหตุเนื่องจากว่าน้ำเชื้อช้างแช่แข็งนั้นเราพบว่า ความแข็งแรงของน้ำเชื้อจะลดลงประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับน้ำเชื้อสด และ หลังจากที่เราสามารถคำนวณวงรอบการเป็นสัด และการตกไข่ในช้างเพศเมียได้ เราก็จะกำหนดวันผสมเทียม แต่ก็มิได้ง่ายอย่างที่ทีมงานหวังไว้ และต้องพบกับอุปสรรคมากมายจากการทำงาน ประการแรกคือ ทีมงานสัตวแพทย์ที่ทำงานนี้มิได้รับงบประมาณสนับสนุนการวิจัยเรื่องนี้เลย อุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ ที่ใช้ในการผสมเทียม มีราคาแพงมาก หลักล้านทั้งสิ้น อย่างเช่นอุปกรณ์กล้องส่องตรวจระบบสืบพันธุ์ในช้าง เพื่อฉีดน้ำเชื้อผสมเทียมนั้น ก็ต้องดัดแปลงมาจากกล้องส่องตรวจทวารหนัก ของคน ซึ่งไม่มีบริษัทไหนทำขายสำหรับช้าง เพราะทำมาแล้วขายไม่ออก ส่วนเครื่องมืออื่นๆ ก็ประยุกต์มาจากอุปกรณ์ที่ใช้ในสัตวใหญ่ทั้งสิ้น แต่ก็นับว่าทีมงานโชคดีมากที่ได้รับความอนุเคราะห์ จากสถาบันการศึกษาต่างๆ และหน่วยงานราชการต่างๆ ในการยืมอุปกรณ์เหล่านี้
ประการที่สองคือการผสมเทียมแต่ละครั้งต้องใช้ทีมสัตวแพทย์ เกือบ 20 ชีวิต ในการทำงาน ซึ่งเป็นการรวมหมอช้างในเมืองไทยเลยทีเดียว หากทีมหมอพร้อม แต่วันนั้นยืมเครื่องมือได้ไม่ครบงานก็ล้มเหลว หากได้เครื่องมือครบแต่ทีมหมอไม่พร้อมติดภารกิจกัน ก็ไม่สามารถทำได้อีก หากทั้งคนทั้งเครื่องมือพร้อม ประกฎว่าในรอบนั้น การตกไข่คาดเคลื่อนจากที่คำนวณได้ ก็ผสมไม่ติดอีก หรือแม้แต่ทุกอย่างพร้อมแล้วแต่ปรากฎว่าวันนั้นรีดน้ำเชื้อไม่ออก หรือออกมาแล้วคุณภาพไม่ดี ก็ผสมไม่ได้อีก ซึ่งกว่าจะรอรอบการเป็นสัดรอบใหม่ ก็อีก 4 เดือน การทำงานที่จะประสพผลสำเร็จได้ ทุกอย่างต้องได้จังหวะและโอกาสและโชคต้องเข้าข้างด้วย
และแล้วทีมงานก็ประสพผลสำเร็จ เมื่อทุกอย่างลงตัวในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 โดยทีมงานได้ใช้น้ำเชื้อสดจากพลายจาปาตี อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นช้างที่ได้รับมอบมาจากสวนสัตว์ เทลาวีฟ ประเทศอิสราเอ็ล โดยพ่อของช้างจาปาตี เป็นช้างอินเดีย ส่วนแม่เป็นช้างไทย ได้ผสมกับช้างพังขอด อายุ 25 ปี ของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย โดยพังขอดได้ตั้งท้องจากการผสมเทียม จากการตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาว ในช่วง 3 เดือนแรก และจากการตรวจเลือดเช็ค ฮอร์โมนที่แสดงการตั้งท้อง ( โปรเจสเตอโรน )
ทางทีมงานได้เตรียมช้างพังทานตะวัน เพื่อเป็นช้างแม่รับให้กับพังขอด โดยนำไปมัดเลี้ยงไว้ด้วยกัน หลายเดือนก่อนคลอด เนื่องจากว่าช้างพังขอดเคยมีประวัติเคยทำร้ายลูกตาย ในวันที่ตกลูกเนื่องจากเป็นช้างท้องแรก และในวันที่ 7 มีนาคม 2550 เวลาประมาณ 3 ทุ่ม ช้างพังขอดก็ได้แสดงอาการเบ่งคลอด และร้องกระวนกระวาย พังทานตะวันก็ร้องกระวนกระวายด้วย จนเวลา 3 ทุ่มครึ่ง พังขอดก็ได้ตกลูกออกมา ระหว่างนั้นพังทานตะวันก็ได้กระชากโซ่ขาด และเข้ามากันช้างพังขอด และเตะลูกช้างออกห่างจากพังขอด ควาญช้างและสัตวแพทย์ก็ได้ช่วยกันลูกช้างออกมาเพราะกลัวแม่ช้างทำร้ายลูก และทำการเช็ดตัวลูก ไม่นานนักลูกช้างก็สามารถยืนได้ และถูกนำเข้ามาให้กินนมแม่ในเวลาต่อมา
ลูกช้างพังขอดถือว่าเป็นลูกช้างที่แข็งแรงมาก มีความสูงถึงไหล่ 90 ซ.ม. ซึ่งโดยปกติจะประมาณ 80 ซ.ม. และความยาวลำตัว 120 ซ.ม. ซึ่งโดยปกติจะประมาณ 100 ซ.ม. จึงถือว่าลูกช้างเชือกนี้สมบูรณ์มาก สร้างความปลื้มปิติให้กับควาญช้างและทีมงานทุกๆคน แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นก็พบว่าช้างพังขอดได้พยายามที่จะทำร้ายลูกตัวเองถึง 3 ครั้ง แต่เนื่องจากมีควาญช้างดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ช.ม. จึงสามารถป้องกันเหตุร้ายได้ทัน ทางทีมงานได้เห็นแล้วว่าช้างพังขอดมีความพยายามที่จะทำร้ายลูกตลอด หากควาญช้างเผลอก็อาจทำให้ลูกช้างตายได้ จึงตัดสินใจแยกลูกช้างออกจากแม่พังขอด และนำมาฝากเลี้ยงกับช้างพังพุ่มพวงแทน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมาก ที่ช้างพังพุ่มพวง อายุ 25 ปีนั้น เพิ่งจะหย่านมลูกได้ ประมาณ 10 วันเพื่อนำเข้าฝึกที่โรงเรียนฝึกลูกช้าง ช้างพังพุ่มพวงได้แสดงอาการรักลูกช้างเชือกนี้มาก เข้าประคบประหงมและให้นมลูกช้างพังขอดกิน ดุจดังกับเป็นแม่ที่ให้กำเนิดจริงๆ และไม่ยอมให้ใครแยกลูกช้างออกห่างตัวเลย นับเป็นภาพแห่งความประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ปัจจุบันลูกช้างยังคงแข็งแรงและน่ารักโดยมีช้างพุ่มพวงเป็นแม่เลี้ยงอยู่ และจากความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทำให้ทีมงานทุกมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนางานไปสู่การผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็งต่อไป
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ อังคาร 24 ก.พ. 2009 9:51 am

รูป การรีดน้ำเชื้อ และ ผสมเทียม

.JPG
ภาพการรีดน้ำเชื้อด้วยวิธี "Manual Collection"
.JPG (67.08 KiB) เปิดดู 716 ครั้ง
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ อังคาร 24 ก.พ. 2009 9:52 am

ภาพการผสมเทียม
.JPG
ภาพการสอดท่อส่องตรวจเพื่อใช้ในการผสมเทียม
.JPG (63.07 KiB) เปิดดู 705 ครั้ง
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ อังคาร 24 ก.พ. 2009 9:54 am

2.JPG
ภาพการผสมเทียมโดยใช้กล้องส่องตรวจ
2.JPG (75.25 KiB) เปิดดู 705 ครั้ง


เป็นภาพการเดินน้ำเชื้อผ่าน Catheter โดยน้ำเชื้อเป็นน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ พุธ 25 ก.พ. 2009 1:01 pm

โครงการน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง
ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำเทคโนโลยีการผสมเทียมมาใช้ในช้างได้เป็นผลสำเร็จแล้วทั้งในช้างเอเชียและช้างแอฟริกา โดยทีมของ Dr. Thomas Hildeblant จากสภาบัน IZW (Institute of Berlin’s Zoo biology and Wildlife Reserch) โดยการเก็บน้ำเชื้อช้างเพศผู้สดแล้วนำไปฉีดเข้าอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศเมียที่กำลังเป็นสัดในทันที ซึ่งเมื่อเก็บน้ำเชื้อช้างเพศผู้แล้วจะต้องนำไปผสมภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากว่าเปอร์เซ็นต์ของน้ำเชื้อที่มีชีวิตจะตายลงอย่างรวดเร็ว ตามระยะเวลาที่ยาวนานออกไป ปัญหาของการผสมเทียมของช้างในต่างประเทศคือว่ามีตัวผู้ค่อนข้างน้อย เพราะไม่นอยมเลี้ยงช้างเพศผู้ เนื่องจากปัญหาเรื่องการตกมัน และช้างแต่ละเชือกจะอยู่ไกลกันมาก ปัจจุบันทีมงานดังกล่าวต้องรีดน้ำเชื้อช้างเพศผู้จากสวนสัตว์ที่ประเทศอังกฤษ และต้องขึ้นเครื่องบินขนส่งน้ำเชื้อมาผสมตามที่ต่างๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา หากเกิดการผิดพลาด ก็จะทำให้เสียโอกาสที่ต้องรอให้ช้างเพศเมียเป็นสัดในรอบต่อไปอีก ซึ่งระยะเวลาการเป็นสัดของช้างจะอยู่ในราว 16-18 สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ได้มีความพยายามค้นคว้า และวิจัยน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง แต่ยังไม่มีทีมงานใดประสพความสำเร็จในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเทคโนโลยีการทำน้ำเชื้อสัตว์แช่แข็งนั้นสามารถทำสำเร็จมาแล้วในสัตว์อื่นเช่น โค กระบือ แพะ แกะ สุนัข เป็นต้น
ทางทีมงานสัตวแพทย์จากศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ และจากคณะสัตวแพทย์ ม. เกษตรศาสตร์ ได้เริ่มต้นทดลองการทำน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง มาตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2543 โดยเร่มต้นเก็บตัวอย่างน้ำเชื้อช้าง ในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย และหาวิธีที่จะแช่แข็งน้ำเชื้อ โดยหาตัวอย่างสารละลายที่เหมาะสม และประยุกต์เทคนิควิธีการที่ทำสำเร็จในสัตว์อื่นมาใช้ แต่น้ำเชื้อที่ทดลองทำจะตายหมด หลังจากที่แช่แข็งในถัง “ลิควิด ไนโตรเจน” ซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ -196 องศาเซลเซียส แต่เมื่อประมาณเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 ทางทีมคณะวิจัยก็สามารถค้นพบ วิธีที่แช่แข็งน้ำเชื้อได้เป็นผลสำเร็จ โดยหลังจากที่ละลายน้ำเชื้อช้างแช่แข็งจากถัง “ลิควิด ไนโตรเจน” แล้ว พบว่ามีอัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของน้ำเชื้อสูงถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของน้ำเชื้อช้าง คืออัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ที่เก็บได้ในตอนเริ่มต้น เช่น หากเริ่มต้นอัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของน้ำเชื้อได้ 80 เปอร์เซ็นต์ หลังจากละลายน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง แล้วอัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าก็จะสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หากเริ่มต้นเก็บอัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ 70 หรือ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อละลายน้ำเชื้อช้างแช่แข็งแล้วอัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าก็จะได้ 40 หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ ตามส่วน)
ทางทีมคณะวิจัย ได้ดำเนินการทดสอบเทคนิคที่ค้นพบซ้ำอยู่หลายครั้ง เพื่อความแน่ใจ ก็พบอัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของน้ำเชื้อยังคงมีเหมือนเดิม ซึ่งถือว่าทีมคณะวิจัยดังกล่าว ได้ประสพความสำเร็จในการทำน้ำเชื้อช้างแช่แข็งเป็นคณะแรกของโลก ซึ่งมาตรฐานของน้ำเชื้อแช่แข็ง ในสัตว์อื่นๆ นั้น อยู่ที่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็สามารถที่จะนำไปผสมเทียมได้แล้ว







ประโยชน์ของความสำเร็จในการทำน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง

1. น้ำเชื้อช้างแช่แข็งสามารถรักษาพันธุกรรมของช้างไทยได้ เนื่องจากน้ำเชื้อนี้ สามารถเก็บอยู่ได้ในถัง “ลิควิด ไนโตรเจน” ได้นานหลายสิบปี เพียงแต่ว่าจะนำไปใช้เมื่อไหร่ ถึงแม้ว่าช้างเชือกนั้นอาจจะถูกเคลื่อนย้ายไปสถานที่อื่น หรือช้างเชือกนั้นตายไปแล้ว แต่เราก็สามารถที่จะนำมาผสมเทียมและให้กำเนิดลูกได้ ซึ่งในอนาคตอาจจะมีการตั้ง “ธนาคารน้ำเชื้อช้าง” (Sperm Bank) เพื่อการวิจัยและเก็บรักษาพันธุกรรมของช้างไทยที่มีลักษณะดีๆ ต่อไป
2. น้ำเชื้อช้างแช่แข็งสามารถลดภาวะค่าใช้จ่ายในการผสมเทียมได้ เนื่องจาก ไม่ต้องรีดน้ำเชื้อสด และผสมทันทีภายใน 24 ชั่วโมง ดังเช่นทีมงานของต่างประเทศที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งในอนาคตอาจมีการขายน้ำเชื้อแช่แข็งไปยังต่างประเทศเพื่อการผสมเทียมเป็นการดึงเงินตราเข้าประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมของช้างเพศผู้มากกว่า และประเทศทางยุโรป และอเมริกา ก็มีความสนใจน้ำเชื้อช้างไทย เพื่อการผสมเทียม เนื่องจากราคาของลูกช้างเลี้ยง ในสวนสัตว์ต่างประเทศมีราคาสูงหลายล้านบาท และไม่นิยมเลี้ยงช้างตัวผู้เนื่องจากปัญหาเรื่องการตกมัน ทำให้ขาดพ่อพันธุ์ที่ดี


หมายเหตุ ราคาของค่าจ้างของการผสมเทียมช้างที่ทีมงานของ Dr. Thomas สถาบัน IZW ประเทศเยอรมัน ตกครั้งละ 50,000 US Dollar ต่อการผสมติด 1 ครั้ง
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ อาทิตย์ 29 มี.ค. 2009 11:44 am


การผสมเทียมและการเก็บพันธุกรรมช้างไทย
(Artificial insemination and genome resourse banking of Thai elephant)


เนื่องจากปัญหาช้างเลี้ยงในประเทศไทยได้ลดจำนวนลงเรื่อยๆ โดยพบว่าในปี พ.ศ. 2493 มีประชากรช้างเลี้ยง 13,397 เชือก ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 กรมปศุสัตว์รายงานว่ามีช้างเลี้ยงเหลืออยู่ 11,192 เชือก ปี พ.ศ. 2528 กรมปศุสัตว์รายงานว่าช้างเลี้ยงเหลืออยู่เพียง 3,381 เชือก จะเห็นได้ว่าช้างเลี้ยงในประเทศไทยกำลังลดจำนวนลงทุกปี ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา ช้างเลี้ยงมีอัตราลดลงถึง 3.5% ต่อปี ส่วนรายงานของกระทรวงมหาดไทยนั้น ปี พ.ศ. 2523 มีช้างเลี้ยงจำนวน 5,232 เชือก และในปี พ.ศ. 2529 ช้างเลี้ยงลดลงเหลือ 4,633 เชือก แสดงให้เห็นว่าในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมา ช้างเลี้ยงมีอัตราลดลงถึง 2% ต่อปี (สิทธิเดช, 2542)
ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าอัตราการเกิดของช้างเลี้ยงน้อยกว่าอัตราการตาย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปช้างมีโอกาสที่จะศูนย์พันธุ์ การผสมพันธุ์ช้างในปัจจุบันใช้วิธีการผสมจริง ซึ่งพ่อพันธุ์ที่มีความสามารถในการขึ้นผสมนั้นมีจำนวนน้อยและช้างพ่อพันธุ์ส่วนใหญ่จะถูกใช้งานตลอดปี ไม่มีโอกาสผสมพันธุ์บ่อยครั้งเท่าที่ควร ทำให้ความสมบูรณ์พันธุ์ลดลง ปัญหาการเคลื่อนย้ายช้างพ่อพันธุ์ไปผสมกับช้างแม่พันธุ์เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและสูญเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการนำน้ำเชื้อไปผสมกับช้างเพศเมียที่เป็นสัด ทั้งยังสามารถคัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีลักษณะดีได้ สามารถนำลักษณะพันธุกรรมที่ดีนั้นมาปรับปรุงพันธุ์ช้างเลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น และการเพิ่มปริมาณช้างเลี้ยงในปริมาณที่คงที่และแน่นอนจะช่วยให้ลดปัญหาการลักลอบจับช้างป่ามาใช้งานซึ่งจะช่วยคงปริมาณช้างป่า การรีดเก็บน้ำเชื้อมาตรวจคุณภาพเป็นระยะช่วยประเมิณความสมบูรณ์พันธุ์ได้ รวมทั้งช้างเพศผู้ที่ไม่มีประวัติการผสมพันธุ์ก็สามารถตรวจความสมบูรณ์พันธุ์ได้ การพัฒนาน้ำเลี้ยงน้ำเชื้อที่เหมาะสมทั้งในรูปน้ำเชื้อสดและน้ำเชื้อแช่แข็ง จะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการที่ต้องสั่งซื้อน้ำเลี้ยงน้ำเชื้อราคาแพงจากต่างประเทศ การเก็บพันธุกรรมในรูปน้ำเชื้อช้างแช่แข็งจะช่วยให้พันธุกรรมของช้างคงอยู่ได้เป็นเวลานาน ส่วนการศึกษาวงจรการเป็นสัดของช้างเพศเมียจะช่วยให้ทราบถึงวันที่เหมาะสมในการผสมเพราะแม่ช้างจะไม่แสดงอาการเป็นสัดให้เห็นเด่นชัด และการพัฒนาการการตรวจการตั้งท้องก็เป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากแม่ช้างท้องถึง 22 เดือน โดยที่หากแม่ช้างไม่ได้รับการตรวจการตั้งท้อง เจ้าของช้างก็จะไม่ทราบว่าช้างผสมติดหรือไม่ ต้องรอถึง 2 ปี จึงจะทราบว่าช้างผสมไม่ติดทำให้แม่ช้างเชือกนั้นขาดโอกาสที่จะได้รับการผสม ทำให้ในแต่ละปีมีลูกช้างเกิดในจำนวนที่น้อยมาก แม่ช้างที่ได้รับการตรวจการตั้งท้องแล้ว หากพบว่าผสมติดตั้งท้องเจ้าของจะได้วางโปรแกรมการทำงานที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาการแท้งลูกจากการทำงานหนักเกินไป ส่วนแม่ช้างที่พบว่าไม่ท้องก็จะได้มีการเตรียมสังเกตพฤติกรรมและวางแผนการผสมต่อไป ซึ่งเทคนิคการตรวจการตั้งท้องนี้สามารถนำมาใช้ได้ทั้งช้างที่ตั้งท้องจากการผสมเทียมและผสมจริง ผลที่ได้รับจะทำให้มีลูกช้างที่เกิดจากการผสมของช้างเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยในการอนุรักษ์ช้างอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ จันทร์ 13 เม.ย. 2009 1:25 pm

5.jpeg
ไดอแกรมแสดงวิธีการผสมเทียมและการตรวจการเป็นสัดในช้าง
5.jpeg (43.96 KiB) เปิดดู 646 ครั้ง
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ อาทิตย์ 27 ก.ย. 2009 4:44 pm

ข่าว แม่ช้างที่ตั้งท้อง จากการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง แท้งลูกแล้ว
( ข้อมูลจาก น.ส.พ. เดลินิวส์ วันที่ 15 สิงหาคม 2552 )
ทีมนักวิจัยช้างไทยเตรียมระดมสมอง ปั้นช้างน้อยแช่แข็งเป็นวาระอนุรักษ์พันธุกรรมช้างแห่งชาติหลังเฉียดประสบความสำเร็จ ผสมเทียมช้างจากน้ำเชื้ออสุจิแช่แข็งได้เป็นครั้งแรกในโลกแต่โชคร้ายแม่พังดันแท้งแบ่งลูกไหลออกมาก่อนกำหนด พบร่างกายสมบูรณ์ครบถ้วน

จากความร่วมมือของนักวิชาการของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำการวิจัยทดลองผสมเทียมช้าง จนสามารถตั้งท้องได้เป็นผลสำเร็จ ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 ส.ค. นสพ.ดร.สิทธิเดช มหาสาวังกุล หน.ฝ่ายโรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ จ.ลำปาง เปิดเผยว่า หลังจากทีมวิจัยได้ผสมเทียมช้างเพศเมียชื่อ พังสาว อายุ 26 ปี ด้วยน้ำเชื้ออสุจิแช่แข็งของช้างพลาย อายุ 31 ปี ไปเมื่อ พ.ย. 50 ต่อมาเดือน มี.ค. 51 ได้ทำการตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อยืนยันการตั้งท้องพบว่า ทีมวิจัยสามารถดำเนินการได้เป็นผลสำเร็จ พังสาวเริ่มตั้งท้องเป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งคำนวณเวลาแล้วมีกำหนดที่จะตกลูกในเดือน ก.ย. 52

นสพ.ดร.สิทธิเดช กล่าวอีกว่า แต่เหตุ การณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อพังสาวได้แท้งลูก โดยไหลออกมาจากช่องคลอดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 พ.ค. 52 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าลูกช้างเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว และไม่พบว่ามีการติดเชื้อ ซึ่งจนถึงขณะนี้ทีมวิจัยก็ยังคงพยายามหาสาเหตุที่แท้จริงอยู่ อย่างไรก็ตามการดำเนินการในโครงการนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จแต่ไม่สมบูรณ์ เพราะแม้แต่นักวิจัยในประเทศสหรัฐ ยุโรป รวมทั้งอีกหลายประเทศต่างก็เฝ้าติดตามการทำงานของทีมนักวิจัยไทยและให้การยอมรับผลการทดลองครั้งนี้ จึงได้ร่วมกันประชุมวางแผนการเตรียมต่อยอดความสำเร็จเพื่อให้เกิดลูกช้างจากการผสมเทียมได้อย่างสมบูรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา มีคณะนักวิจัยการผสมเทียมสัตว์หลายประเทศ พยายามที่จะทำการผสมเทียมช้างด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง แต่ก็ยังไม่มีประเทศใดสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จ จนกระทั่งทีมนักวิจัยของประเทศไทย ได้จับมือกัน ร่วมศึกษาวิจัยจนประสบความสำเร็จในระดับที่น่า พอใจ โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการอนุรักษ์ช้าง อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับสถานการณ์ช้างในปัจจุบัน ที่ประชากรลดน้อยลงทุกวัน
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am

Re: โครงการผสมเทียมช้าง

โพสต์โดย webmaster เมื่อ ศุกร์ 09 ต.ค. 2009 11:49 am

ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ
ในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปาง


ลำปาง – 6 ตุลาคม 2552 –
พิธีรับชื่อพระราชทาน - ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อช้างไทยเกิดจากการผสมเทียมเชือกแรกว่า “พลายปฐมสมภพ”
ในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อลูกช้างพลายที่เกิดจากการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างสดเชือกแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและในทวีปเอเชีย ว่า "พลายปฐมสมภพ” หมายความว่า ช้างพลายเชือกแรกที่เกิดจากการผสมเทียมน้ำเชื้อ
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และ มูลนิธิกองทุนรักษ์ช้าง จึงจัดให้มีพิธีทางศาสนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และจัดให้มีพิธีฮ้องขวัญช้าง เพื่อรับพระราชทานชื่อ ในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2552 เวลา 9.30 น. เป็นต้นไป
คณะสัตวแพทย์ไทยที่ร่วมโครงการวิจัยเพื่อการผสมเทียมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้แก่ อ.น.สพ.ดร.สิทธวีร์ ทองทิพย์ศิริเดช เป็นหัวหน้าโครงการ และมี น.สพ.ดร.สิทธิเดช มหาสาวังกุล น.สพ.ทวีโภค อังควานิช น.สพ.ศรัณย์ จันทร์สิทธิเวช น.สพ.ขจรพัฒน์ บุญประเสริฐ น.สพ.ปองพล หอมคง ผศ.น.สพ.ดร.ฉัตรโชติ ทิตาราม อ.สพ.ญ พรสวรรค์ พงษ์โสภาวิจิตร อ.น.สพ วรุตม์ วงศ์กาฬสินธุ์ ร่วมโครงการ โดยมีนักวิจัยสมทบจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายท่าน
คณะสัตวแพทย์ไทย ประจำศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปาง จัดการแถลงข่าวเปิดเผยถึง ความสำเร็จ ที่คณะสัตวแพทย์ไทยได้ทำการผสมเทียมช้างไทยด้วยน้ำเชื้อสดเป็นผลสำเร็จเป็นตัวแรกของประเทศไทยและเอเชีย โดยมีผู้ให้การสนับสนุนในการวิจัยเพื่อผสมเทียมครั้งนี้ อาทิเช่น คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, คณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานมูลนิธิกองทุนรักษ์ช้าง, รองคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน, ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผู้อำนวยการ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้, ผู้อำนวยการ สถาบันคชบาลแห่งชาติ, บริษัทบางกอกอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัด, คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ, คุณอัญชลี กัลมาพิจิตร, น.สพ.ม.ล.พิพัฒนฉัตร ดิศกุล ผู้ดูแลโรงช้างต้น สวนจิตรลดา, สพ.ญ.ดร.นุชรินทร์ ศงสะเสน สถาบันสมิธโซเนียน ประเทศสหรัฐอเมริกา, ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ กรมปศุสัตว์, รองศาตราจารย์ น.สพ.ดร.วรวิทย์ วัชชวัลคุ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รองศาตราจารย์ น.สพ.ดร.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น
เทคโนโลยีเรื่องการผสมเทียมช้างนั้น เคยได้ประสบผลสำเร็จแล้ว ในประเทศอเมริกาและในยุโรปจากการรีดน้ำเชื้อช้างสดจากเพศผู้ แล้วนำไปฉีดเข้าไปในอวัยวะสืบพันธ์เพศเมีย ที่อยู่ในระหว่างการเป็นสัดและตกไข่ เนื่องจากในต่างประเทศไม่นิยมเลี้ยงช้างเพศผู้ เนื่องจากปัญหาของการตกมันที่มีเป็นประจำทุกปี และช้างจะแสดงอาการก้าวร้าวยากแก่การควบคุมในอเมริกาและยุโรป จึงมีช้างเพศเมียเป็นจำนวนมาก เทคนิคของการผสมเทียมจึงถูกนำมาใช้ เนื่องจากสวนสัตว์บางแห่งไม่มีช้างเพศผู้อยู่เลย แต่ปัญหาที่พบอยู่ในยุโรปและอเมริกาก็คือ น้ำเชื้อช้างที่จะนำมาใช้ผสมเทียม เมื่อรีดออกมาแล้วจะมีอายุแค่ 24 ชั่วโมง และจะตายในที่สุด หากรีดออกมาแล้วต้องรีบเดินทางไปผสมกับช้างเพศเมียให้ทันเวลา ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกพยายามที่จะแช่แข็งน้ำเชื้อให้ได้ แต่ยังไม่มีประเทศใดทำสำเร็จ ซึ่งในสัตว์ชนิดอื่นนั้น สามารถแช่แข็งน้ำเชื้อได้เป็นผลสำเร็จแล้ว และน้ำเชื้อแช่แข็งสามารถมีอายุเก็บไว้ได้นานถึง 30 ปี โดยเก็บไว้ในถัง ไนโตรเจนเหลว ซึ่งมีอุณหภูมิติดลบ 196 องศาเซลเซียส
คณะสัตวแพทย์ของโรงพยาบาลช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ได้ร่วมกับคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วางแผนในการทำโครงการผสมเทียมช้างขึ้น โดยให้คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับช้างเพศผู้เป็นหลัก และคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาช้างเพศเมียเป็นหลัก และนำความรู้ทั้งสองมารวมกันเพื่อผสมเทียม
คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มเข้ามารีดน้ำเชื้อและเก็บตัวอย่างน้ำเชื้อ ภายในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เพื่อประเมินคุณภาพน้ำเชื้อทั่วๆไป ตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นมา และก็ได้ทำน้ำเชื้อช้างแช่แข็งได้เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลกในปี พ.ศ. 2545
คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เริ่มเข้ามาสำรวจความสมบูรณ์พันธุ์ของช้างเพศเมีย ภายในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย และของปางช้างแม่สา จังหวัดเชียงใหม่ โดยเจาะเลือดเช็คฮอร์โมนและเช็ควงรอบการเป็นสัดรวมถึงคำนวณวันตกไข่ เพื่อเตรียมการผสมเทียม

การทดลองผสมเทียม
คณะผู้วิจัย ได้ทดลองผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็งเป็นครั้งแรก ซึ่งยังไม่มีประเทศใดในโลกประสพผลสำเร็จในการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อช้างแช่แข็ง โดยได้เริ่มผสมครั้งแรกเมื่อเดือน มกราคม พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา โดยได้ทดลองผสมเทียมกับช้างภายในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง จำนวน 3 เชือก และที่ปางช้างแม่สา จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2 เชือก แต่ไม่ประสพผลสำเร็จ
ปัญหาและอุปสรรคที่พบคือ ช้างเพศเมียบางเชือกอายุมาก การคำนวณวันตกไข่คลาดเคลื่อน และพบว่าน้ำเชื้อช้างแช่แข็งนั้น คุณภาพความของน้ำเชื้อจะลดลง ประมาณ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปกติในน้ำเชื้อช้างแช่แข็งที่พบในสัตว์ชนิดอื่นๆด้วย คณะผู้วิจัยจึงได้วางแผนที่จะทดลองผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสดก่อน เพื่อทดสอบดูว่า เทคนิคการผสมเทียม ที่ทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ และเพื่อพัฒนาเทคนิคตลอดจนเครื่องมืออุปกรณ์การผสมเทียมซึ่งต้องพัฒนาขึ้นใช้เองให้ดีขึ้น
เมื่อราวต้นปี 2545 คณะนักวิจัยผสมเทียมช้างของประเทศไทย ก็ได้ทำการทดลองผสมเทียมช้างด้วยน้ำเชื้อสดและประสบความสำเร็จมาแล้ว มีช้างตั้งท้องและตกลูก จากแม่ช้างชื่อ “พังขอด” อายุ 28 ปี เป็นช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ได้ทำการผสมเทียมเมื่อวันที่ 8–10 มิถุนายน 2548 โดยใช้น้ำเชื้อจากช้างเพศผู้ชื่อ “จาปาตี” อายุ 14 ปี และประสบผลสำเร็จโดยช้าง “พังขอด” ได้แสดงอาการตั้งท้องจากการผสมเทียมและได้ตกลูกช้างเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 เป็นลูกช้างพลาย ที่มีสุขภาพสมบูรณ์ทุกประการ
ขณะนี้ลูกช้าง "พลายปฐมสมภพ” อาศัยอยู่ที่ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง มีอายุได้ 2 ปี 7 เดือนแล้ว ทำให้คณะนักวิจัยไทยถือเป็นคณะแรกของประเทศไทยและเอเชียที่ประสบความสำเร็จในการผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อสด
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ
ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
โทรศัพท์ 054 228 034, 054 229 042
โทรสาร 054 228 034
webmaster
Administrator
 
โพสต์: 138
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 16 พ.ย. 2008 12:52 am


ย้อนกลับไปยัง โรงพยาบาลช้าง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน